การประหารชีวิต ถือเป็นบทลงโทษที่รุนแรงที่สุดในทุก ๆ ประเทศ ที่มีมาตั้งแต่อดีต
ซึ่งถ้าหากใครได้อ่านหรือศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ซักครั้ง คงจะรู้สึกไม่ต่างกันหรอกค่ะว่า
แม้ว่าในแต่ละประเทศจะมีเครื่องมือประหารชีวิตที่แตกต่างกันออกไป
แต่ความรุนแรง หรือความซาดิสม์นั้นไม่ได้ต่างกันเลย เพราะไม่ว่าจะใช้เครื่องมือไหน ๆ
ก็ล้วนแล้วแต่มีจุดประสงค์เดียวกัน นั่นคือทรมานคนผิดอย่างเลือดเย็นแล้วปล่อยให้เจ็บปวดตายไปในที่สุด
ไม่ว่าจะด้วยการฉีกจ้วงเนื้อหนังด้วยของมีคม ลวกหรือต้มด้วยน้ำร้อน เผาทั้งเป็น
หรือแม้แต่การบีบทุบให้เจ็บปวดจนตายกันไปข้างหนึ่ง เหล่านี้ถือเป็นวิธีพื้นฐานที่ทั่วโลกทำกันทั้งนั้นค่ะ

และสำหรับในประเทศไทยก็เช่นกัน โทษประหารที่เคยทำกันมาตั้งแต่อดีตนั้นขึ้นชื่อว่าโหดใช่ย่อย
เริ่มตั้งแต่สมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ วิธีการประหารชีวิตจะเน้นความทรมานชนิดที่ได้ยินแล้วยังขนลุก
ไม่ว่าจะเป็นการเอาน้ำมันเดือดราดหัวจนตาย เอามีดและขวานผ่าอกแหวกตับไตไส้พุงทั้งเป็นจนตาย
เอาเบ็ดใหญ่เกี่ยวเนื้อให้หลุดทีละส่วนจนตาย เอามีดคม ๆ แล่เนื้อลอกหนังออกทีละนิดจนตาย
เอาหอกค่อย ๆ ทิ่มแทงจนตาย หรือฝังดินครึ่งตัวแล้วเผาส่วนบนจนทรมานตาย โอ้ นรกดี ๆ นี่เอง

ซึ่งโทษแสนทรมานในสมัยนั้น ก็จะตัดสินจากความผิดที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นถ้าใครเผาบ้านเมือง
ก็จะถูกประหารด้วยการเอาผ้าชุบน้ำมันพันรอบตัวแล้วจุดไฟเผาทั้งเป็น อย่างงี้เป็นต้น และที่สำคัญ
การประหารชีวิตทุกรูปแบบก็จะต้องทำกันแบบโจ่งแจ้งต่อหน้าชาวบ้านมากมาย เพื่อให้คนเกรงกลัว
และมันก็ได้ผลดีเลยล่ะค่ะ เพราะเวลาที่มีการประหารนักโทษซักคน บ้านเมืองก็สงบสุขไปพักใหญ่ทีเดียว
เพราะไม่มีใครกล้าทำความผิด ไม่มีใครอยากถูกลงโทษอย่างทรมานอย่างที่ตัวเองไปเห็นมา
 
 
 
 
แต่พอมาถึงสมัยอยุธยาตอนปลายและรัตนโกสินทร์ การประหารด้วยวิธีทรมานสารพัดก็เริ่มค่อย ๆ หายไป
เหลืออยู่แค่วิธีเดียวง่าย ๆ นั่นคือ การตัดคอหรือกุดหัวเท่านั้น เป็นวิธีฉับเดียวดับ ไม่ทันได้ทรมานก็ตายแล้ว
แถมก่อนหน้าวันประหารก็ยังมีการเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำอย่างดีอีก และพอถึงวันประหารนักโทษก็ถูกปิดตา
ไม่ต้องเห็นบาดแผล ไม่ต้องรู้ว่าใครกำลังจะทำอะไรเรา ไปแบบสบาย ๆ เลยทีเดียว
ส่วนถ้าใครอยากรู้เรื่องการประหารด้วยการตัดคออย่างละเอียด ย้อนกลับไปอ่านได้ เอนทรี่นี้ ค่ะ

และหากใครกำลังสงสัยว่า ถ้าหากฉับเดียวไม่ดับ นั่นจะไม่เรียกว่าทรมานได้อย่างไร
โอโห จะบอกว่าไม่มีเลยค่ะ เพราะเพชฌฆาตทุกคนนั้นถูกฝึกปรือมาเป็นอย่างดี และที่สำคัญ
ในการประหารนักโทษ 1 คน เค้าจะใช้เพชฌฆาตถึง 3 คน ซึ่งโดยปกติแล้ว ถ้าเพชฌฆาตดาบ 1 จะพลาด
ก็พลาดมากที่สุดแค่ตัดคอแล้วตายแต่คอดันไม่ขาด ซึ่งแบบนี้เพชฌฆาตดาบ 2 ก็จะรีบเข้ามาฟันให้ขาดทันที
ถ้ายังไม่ขาดอีกก็มีดาบ 3 สำรองไว้อีก ต้องเอาให้ขาดอย่างแท้จริงเพื่อที่จะเอาหัวไปเสียบประจานนั่นเอง
ส่วนร่างกายก็มอบให้ญาตินำไปทำพิธีต่อไป
 


ส่วนในกรณีที่นักโทษเป็นเชื้อพระวงศ์หรือกษัตริย์ ก็จะมีวิธีเฉพาะคือการทุบด้วยท่อนจันทน์
ที่ถือเป็นไม้หอม เป็นการให้เกียรตินักโทษ โดยการประหารด้วยท่อนจันทน์นี้ จะใช้วัดปทุมคงคาเป็นลานประหาร
ส่วนวิธีการ ก็คือ จะนำร่างของผู้ถูกประหารสวมด้วยถุงแดงแล้วรัดถุงให้แน่น เพื่อไม่ให้ใครแตะต้องพระวรกาย
และไม่ให้ใครเห็นพระศพด้วย จากนั้นเพชฌฆาตที่ได้รับนามเฉพาะว่า "หมื่นทะลวงฟัน"
ก็จะใช้ไม้จันทน์ขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายสากตำข้าวทุบลงไปสุดแรงบริเวณพระเศียรหรือพระนาภี
เสร็จแล้วก็นำไปฝังในหลุม 7 คืนเพื่อให้มั่นใจว่าสิ้นพระชนม์แล้วจริง ๆ ก่อนขุดขึ้นมาประกอบพิธีต่อไป
และหากใครสงสัยว่าทำไมไม่ใช้วิธีเปิดผ้าดูว่าสิ้นแล้วหรือไม่ ก็อย่างที่บอกไปค่ะว่าไม่ว่าจะอย่างไร
หลังจากนำนักโทษใส่ถุงแดงแล้วก็ห้ามเปิดให้ใครเห็นหรือแตะต้องพระวรกายโดยตรงได้เป็นอันขาด

วิธีการประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์ เลิกล้มไปในสมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากมีการประกาศใช้กฎหมาย ร.ศ. 127
ว่า ให้ประหารชีวิตเชื้อพระวงศ์ด้วยวิธีเดียวกันกับสามัญชน ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นนักโทษ
และในที่สุด ในปี 2477 ก็ได้ล้มเลิกการประหารชีวิตด้วยการตัดหัวไป เปลี่ยนเป็นการใช้ปืนยิงแทน
โดยวิธีการยิงปืนประหารนี้ ก็จะมีขั้นตอนคล้ายกับการประหารชีวิตด้วยการตัดหัว ต่างที่การยิงปืนประหาร
จะทำในห้องประหารมิดชิด ไม่มีการเรียกประชาชนมามุงดูเหมือนกับการประหารชีวิตด้วยการตัดหัวอีกต่อไป

การประหารชีวิตด้วยปืนทำกันมาได้ไม่นานนัก เพราะเมื่อปี 2545 ได้เปลี่ยนวิธีการประหารชีวิตด้วยปืน
มาเป็นการฉีดยาแทน ซึ่งการฉีดยาจะมี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นแรกจะฉีดยาให้นักโทษสลบก่อน
จากนั้นค่อยฉีดยาหยุดการทำงานของปอดและกระบังลม และสุดท้ายก็จะฉีดยาที่ทำให้หัวใจหยุดเต้น
เป็นอันเสร็จพิธี เรียกว่าสบายกว่าวิธีไหน ๆ ไม่ต้องตื่นเต้นว่าจะถูกสับหัวหรือยิงปืนเมื่อไหร่
และวิธีนี้ก็ยังเป็นวิธีที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งหมดนี้คือวิวัฒนาการของการประหารชีวิตในสยาม ที่ดูเหมือนจะลดความทรมานลงทุกวัน ๆ
ขณะเดียวกันที่สถิติการประหารชีวิตก็ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ทั้งในไทยและหลายประเทศทั่วโลก
ซึ่งที่เป็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่เพราะว่าคนเรามีคุณธรรมกันมากขึ้นแต่อย่างใด
แต่เป็นเพราะบทลงโทษในสังคมทุกวันนี้มันเบาลงเรื่อย ๆ ต่างหาก..

ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคที่บทลงโทษในสังคมเบาลงทุกวัน ขณะที่โจรผู้ร้ายมีมากขึ้นแบบนี้
ก็ยังมีคนในหลายประเทศออกโรงต่อต้านการประหารชีวิตกันอย่างมากมาย เพราะเห็นว่ามันโหดร้าย
ก็ไม่แน่ว่า.. บางที โทษประหารอาจถูกล้มเลิกไปในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าก็เป็นได้


และถ้าวันนั้นมาถึงเมื่อไหร่ สังคมก็คงวุ่นวายขึ้นน่าดู
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ยังคิดว่าโทษประหารจำเป็นอยู่เช่นกันค่ะHot!

#25 By ruk21us on 2010-10-29 10:35

เรื่องมันขึ้นอยู่กับศีลธรรมมนุษย์เลยล่ะค่ะ

เห็นด้วยที่ตอนนี้คนเค้าไม่ค่อยจะเกรงกลัวบาปกันเท่าไหร่ (โดยเฉพาะเรื่องร้ายแรง) แต่ในอีกแง่ก็มองว่า วีธีการประหารสมัยก่อนมันโหดจริงๆค่ะ บางคดีเพียงแค่จำคุกตลอดชีวิตแท่านั้น!

อันนี้ขึ้นอยู่กับดุลพิฉิจของผู้พิพากษาว่าคดีมีความร้ายแรงแค่ไหน ถึงจะได้ตัดสินประหารชีวิตค่ะ

Hot! Hot! Hot!

#24 By Yurichan on 2010-10-29 07:49

ความรู้แน่น ชอบบล็๋อกหนูแนนจังจ้ะ big smile

#23 By PunPrai on 2010-10-29 07:18

กฏหมายย่อมมีบทลงโทษที่เบาลงเป็นธรรมดา หากจะเข้าสู่ความเป็นอารยะประเทศ

ขืนมาปล่อยให้ตีหัวกัน ให้ตายไปข้าง เขาจะหาว่าเราเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนเอาได้

(แต่ประชาชนในประเทศที่เป็นอารยะ คงไม่ต้องเป็นคนดีก็ได้มั้งopen-mounthed smile )

#22 By ขุนกระบี่ on 2010-10-29 04:01

21 ลักษณะอาญาสินะ

กฎหมายเดิมป่าเถื่อน แต่ยุคสมัยนั้นจำเป็น

#21 By วิหคสีคราม on 2010-10-29 01:12

อ่านวิธีการประหารชีวิตแบบทรมานจนกว่าจะตายแล้วขนลุกขนพองจริงๆค่ะ Hot! Hot!

#20 By KUN on 2010-10-29 00:30

ที่รณรงค์ไม่ใช้โทษประหาร เพราะว่ามันมีหลายคดีที่ตรวจสอบทีหลังแล้วพบว่าทางการได้ประหารผู้บริสุทธิ์ไปแล้วครับ sad smile

ถึงขบวนการของศาล+การสืบสวนจะดีแค่ไหน แต่ก็มีโอกาสผิดพลาดได้ครับ.. แล้วถ้าลงมือประหารไปแล้ว มารู้ทีหลังว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ ก็เอาชีวิตเขาคืนมาไม่ได้แล้วครับ sad smile

ตรงนี้ต่างหากครับ ที่เขาห่วงกันน่ะครับ big smile

แต่จริงๆไม่ต้องมีโทษประหารก็ได้นะ.. บ้านเราก็ประหารกันเองได้อยู่แล้วนี่นาsad smile

#19 By clock on 2010-10-29 00:25

Hot! Hot! Hot!

สยองแบบได้ความรู้

cry ชอบค่ะ รู้สึกว่าเป็นความรู้รอบตัวที่ดี
ชอบอ่าน แบบนี้ เรื่องเก่า ๆ

#18 By x SK x on 2010-10-28 22:43

สาระดีค่ะ Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#17 By [[ ReenZe NK ]] on 2010-10-28 22:28

สยองติดตาเลยนิHot! Hot!

#16 By [ANA]* on 2010-10-28 22:09

สมัยก่อนกฎหมายไทยโหดมากกค่ะ
การประหารด้วยการตัดหัวเหมือนการประหารชีวิตด้วยกิโยตินเลยค่ะ

สมัยนี้เขาจับนักโทษฉีดยาพิษกัน ไม่ยิงเป้าเหมือนแต่ก่อน ทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่าที่ควร แย่จัง....angry smile angry smile

ที่อเมริกายังใช้ประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าอยู่เลยค่ะ

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#15 By shinji_bayan on 2010-10-28 22:05

อ่านไปขนลุกไป
หนีดีกว่าง่ะsurprised smile

#14 By ปิยะ99 on 2010-10-28 21:55

PinG~ อื้มมม บางทีบางคนก้เห็นเรื่องสิทธิมนุษยชนของพวกคนเลวมาก่อนความสงบสุขของบ้านเมือง ทั้งๆที่ถ้าบ้านเมืองไร้ความสงบสุขมันจะเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนกับประชาชนตาดำๆมากกว่าแค่ไหน ว่ามั้ยครับsad smile

#13 By Pl@y-M@Te on 2010-10-28 21:24

Hot!

#12 By b-padung Studio on 2010-10-28 20:51

เห็นด้วยค่ะ
ถ้าไม่มีการประหารคงวุ่นวายมากแน่ๆ
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#11 By honeymax on 2010-10-28 20:10

Hot!

#10 By talalan on 2010-10-28 20:09

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#9 By ' bomo on 2010-10-28 19:45

Hot! Hot! Hot! Hot!

ผมก็คิดคล้าย ๆ กันว่าถ้าเกิดไม่มีโทษประหาร โจรชั่วคงเต็มบ้านเมืองแน่ ๆ เพราะการลงโทษในสมัยเก่าที่ว่ามา ถ้าผมได้ไปเห็นนี่เห็นทีคงเลิกทำชั่วตลอดชีวิตเลยละครับ

#8 By พงศ์ สระ ทอน on 2010-10-28 19:21

Hot! Hot! Hot!
สาระๆ

#7 By Dogเตอร์นน on 2010-10-28 19:09

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
ยกให้ 7 ดาว ... และผมไม่สนับสนุนให้มีการยกเลิกโทษประหาร
เพราะคำว่า มนุษยธรรม ก็ถ้าการกระทำนั้นไม่ ไร้มนุษยธรรม
มันจะโดน โทษประหาร รึ?

ยิ่งไร้ความหวาดกลัว จิตและตัวยิ่งเลว...
เพราะมีกฏหมายที่เคร่งครัด สังคมในสมัยก่อนจึงสงบสุขดี มีแต่ภัยจากภายนอกเท่านั้นไงคะbig smile

#5 By i-am-i-tim on 2010-10-28 18:50

เอาดาวไปเลยครับHot! Hot! Hot!

#4 By Lacto on 2010-10-28 18:46

เป็นบทความที่ดี มีสาระมากครับ
ขอบคุณที่นำมาแบ่งปันกันนะครับHot!
สมัยนี้ผมว่าบทลงโทษเบาลงมาก...มันมีทั้งผลดีและผลเสีย
แต่ที่แน่ๆจิตใจคนนับวันยิ่ง...

#3 By araignee on 2010-10-28 18:35

Hot! Hot! Hot! สุดยอดไปเลย

#2 By ♕ Sinsters? on 2010-10-28 18:33

น่าสนใจมากครับ
ขอบคุณมากครับสำหรับสาระดีๆ
ที่หาอ่านได้ยาก

#1 By DinKhoh on 2010-10-28 18:30