1.
ตอนเด็กๆ ฉันเกลียดฤดูฝน
เพราะมันมักจะทำให้ฉันไม่สบายทุกครั้งที่เปียกปอน
ฉันจึงพกร่มติดตัวไปทุกวันตลอดช่วงฤดูฝน
และพบว่า แม้มันจะปกป้องตัวฉันจากละอองฝนไม่ได้ทั้งหมด
แต่อย่างน้อยๆ มันก็ไม่ทำให้ฉันเปียกปอนจนไม่สบายเหมือนที่เคยเป็น
2.
ตอนนี้ฉันโตแล้ว ฉันไม่ได้เกลียดฤดูฝนเหมือนแต่ก่อน
เพราะหากฉันเกลียดฝน ฉันก็คงเกลียดทุกฤดูกาล
เมื่อโลกที่ฉันอยู่วันนี้.. ไม่มีฤดูกาลไหนที่ไม่มีฝน
ฉันจึงพกร่มติดตัวไปทุกฤดู
และพบว่า แม้ฉันจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันทุกวัน
แต่อย่างน้อยๆ ฉันก็อุ่นใจว่าทุกครั้งที่ฝนตกลงมา
ฉันจะไม่มีทางเปียกปอน
3.
ยิ่งเวลาผ่านไป ฉันยิ่งรู้สึกว่าฝนตกผิดฤดูกาลบ่อยครั้งขึ้น
เช่นเมื่อวานนี้ จู่ๆ ฝนก็ตกลงมาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
หลายคนเปียกปอนอย่างเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่หลายคนหยิบร่มขึ้นมากางได้ทัน
4.
ฉันว่า.. ฤดูกาลของโลกทุกวันนี้มันมีวิถีคล้ายกับฤดูกาลของชีวิตคนเรานะ
ฝนจากฟ้าตกลงมาได้ทุกฤดูกาล เหมือนกับฝนในชีวิตที่ตกต้องได้ทุกช่วงเวลา
ไม่เว้นแม้กระทั่งช่วงเวลาที่เรามีความสุขที่สุด
และฉันพบว่า.. การเตรียมใจรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้
นั่นอาจเป็นเหมือนกับการถือร่มไว้ปกป้องตัวเองทุกครั้งที่ฝนตก
เพื่อที่ฝนจะได้ไม่สาดสายลงมาแล้วทำให้เราอ่อนแอจนไม่มีแรงจะลุกยืน
5.
เมื่อไม่มีฤดูไหน.. ที่ไม่มีฝน
วันนี้ ฉันจึงเริ่มพกร่มเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคัน
แม้ชีวิตจะยังเคลื่อนไหวอยู่ในฤดูกาลของความสุขอยู่..
แม้วันนี้.. อาจยังไม่มีฝน
แต่อย่างน้อยๆ ฉันก็อุ่นใจว่า..
ถึงมันจะปกป้องตัวฉันจากละอองฝนไม่ได้ทั้งหมด
แต่ทุกครั้งที่ฝนตก..
ชีวิตฉันก็จะไม่เปียกปอน
อีนังฝนเนี่ย
