"ใส่ชูชีพเสร็จแล้วลงเรือครับ ลงเรือ"
เสียงคนจัดคิวเรือดูหิ่งห้อยร้องตะโกนบอกนักท่องเที่ยวให้ลงเรือ
ดังซะจนขี้หูเต้น..
แนนควักเงิน 60 บาทในกระเป๋า เพื่อแลกกับการชมหิ่งห้อยในครั้งนี้
ถึงแม้ว่าจะไม่อยากสนับสนุนซักเท่าไหร่
แต่ในใจก็อยากจะไปดูเพื่อหาคำตอบให้กับอะไรบางอย่าง
เรือหางยาวเริ่มเคลื่อนตัวไปตามสายน้ำอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ไปถึงจุดหมาย
ตรงจุดที่ต้นลำพูขึ้นกันเรียงราย.. และที่นั่น.. คือ จุดรวมตัวของหิ่งห้อยนับพัน
คนขับเรือชะลอความเร็ว เมื่อจุดหมายอยู่ตรงหน้า
พร้อมกับเริ่มอธิบายความรู้แบบงูๆปลาๆ แต่ทว่า.. ไม่ค่อยมีใครสนใจนัก
เพราะมัวแต่ตื่นตาตื่นใจกับแสงกระพริบที่ได้เห็นตรงหน้ามากกว่า
เมื่อคนขับเรือเริ่มฉายสปอตไลท์ไปที่ต้นลำพู..
เสียงของเครื่องยนต์ก็เบาลง.. แต่เสียงของนักท่องเที่ยวก็เริ่มดังขึ้น
ขณะที่คนขับเรือก็พยายามตะโกนอธิบายด้วยเสียงที่ดังขึ้นอีกเช่นกัน
เวลานี้ ทุกคนต่างชื่นชมกับแสงของหิ่งห้อย
และคนขับเรือก็นั่งยิ้มอย่างเต็มภาคภูมิที่ได้เห็นนักท่องเที่ยวตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้เห็นตรงหน้า
แนนนั่งเงียบ.. ขณะที่ทุกคนกำลังกรี๊ดกร๊าดกับแสงกระพริบสีเขียว
เริ่มรู้สึกเป็นห่วงหิ่งห้อยอัมพวาขึ้นมาทันที..
นักท่องเที่ยวเหล่านี้คงไม่รู้หรอกว่า.. ก่อนหน้านี้ ริมน้ำแม่กลองมีต้นลำพูมากกว่านี้เยอะ
ถ้าได้พายเรือมาตอนค่ำๆล่ะก็ จะได้เห็นแสงระยิบระยับเต็มไปหมด
ไอ้ที่พวกเค้าเห็นอยู่ ณ ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นของจริงหรือไม่จริงก็เถอะ..
รวมกันแล้วยังไม่ได้ครึ่งของที่เคยเห็นเมื่อ 7-8 ปีก่อนเลยจริงๆ
เพราะหลังจากการนั่งเรือชมหิ่งห้อยถูกส่งเสริมให้เป็นจุดขายของอัมพวาแล้ว
ชาวบ้านหลายคนต้องตัดต้นลำพูหน้าบ้านทิ้งด้วยความจำใจ..
เพราะเสียงเครื่องยนต์เรือที่มาหยุดตรงหน้าบ้าน
และเสียงฮือฮาของผู้มาเยือนที่ดังมาอย่างไม่ขาดสาย
ตั้งแต่ย่ำค่ำจนดึกดื่น.. ทำให้ชาวบ้านไม่ได้หลับได้นอนกันเลย
หิ่งห้อยที่เคยกระพริบอยู่อย่างมากมาย ก็เริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ
เพราะทนกับเสียงดังของเครื่องยนต์และแสงสปอตไลท์ที่สาดส่องไปที่พวกมันไม่ไหว
เรือมา 10 ลำ เสียงก็ดัง 10 ครั้ง สปอตไลท์ก็สาดส่องไป 10 หน
คนขับเรือที่นี่.. ไม่ใช่ว่าไม่รู้ ทุกคนรู้ดีว่าหิ่งห้อยนั้นลดจำนวนลงมาก
แต่ทว่าทุกคนก็ยังปิดหูปิดตา ไม่รับไม่รู้อะไรดีกว่า
ในขณะเดียวกัน.. การนั่งเรือชมหิ่งห้อยก็ยังคงถูกส่งเสริมและประชาสัมพันธ์มากขึ้น มากขึ้น
คนขับเรือสตาร์ทเครื่องเรืออีกครั้ง.. ก่อนจะเคลื่อนตัวกลับสู่ท่าเรือที่ตลาดน้ำอัมพวา
เสียงเครื่องยนต์ดังแผดแก้วหู..
ไม่กี่นาทีต่อมา..
เรือจอดเทียบท่าที่ตลาดน้ำอัมพวา.. แนนก้าวขึ้นจากเรือช้าๆ
ขณะที่นักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งกำลังเตรียมตัวลงเรือ
แนนหดหู่ใจกับสิ่งที่ได้เห็นวันนี้.. จริงๆแล้วถ้าคนที่นี่คิดถึงผลของมันกันซักนิด
ตั้งจุดลงเรือไว้ใกล้ๆ.. แล้วพายเรือพานักท่องเที่ยวมาดูด้วยความสงบ คงจะดีกว่านี้มาก
อย่างน้อยหิ่งห้อยอัมพวาคงไม่หายไปไหน.. อย่างที่เป็น
แนนเดินฝ่าฝูงชนที่เบียดเสียดกันออกมา ความแออัดและลมหายใจของผู้คนที่หายใจรดกัน
เปลี่ยนจากอากาศดีๆ เป็นความอบอ้าวขึ้นมาทันที..
10 นาทีต่อมา..
แนนกลับมาถึงบ้าน.. ขณะที่ในใจยังคงแอบคิดถึงหิ่งห้อยที่อัมพวาไม่หาย..
ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ จะเหลือหิ่งห้อยอีกกี่ตัวที่ทนกับเสียงดังและแสงสปอตไลท์ได้
ไม่อยากคิดเลยจริงๆ
แนนเปิดประตูหลังห้องออกไปยืนรับลมที่ระเบียง
สายตามองออกไปที่ต้นลำพูสองต้นตรงหน้า.. ที่ถูกประดับประดาด้วยแสงของหิ่งห้อย
ราวกับเพชรพลอยที่ติดอยู่บนต้นไม้..
สายลมอ่อนๆพัดโชยจากสายน้ำหน้าบ้าน.. ได้ยินเสียงกิ่งไม้กระทบกันได้ชัดหู
หิ่งห้อยตัวน้อยสองตัวขยับปีกบินผ่านหน้าแนนไป.. แนนละสายตาจากต้นลำพู
หันมามองแสงระยิบระยับที่ลอยผ่านไปด้วยสายตาที่เปล่งประกาย
ไม่น่าเชื่อเลยว่า.. ความเงียบสงบจะทำให้หิ่งห้อย แม้เพียงสองตัวก็ดูงดงามขึ้นได้
มันงดงาม.. อยู่ในความเงียบ!!!
เอาเป็นว่า เก็บความสวยงามของหิ่งห้อยให้เป็นความทรงจำที่สวยงามตลอดไปแล้วกันนะ
