สวัสดีค่ะ
เอาแล้วไง.. จั่วหัวมาแบบยั่วยวนบาทาแบบนี้
คาดว่าหลังจากที่อ่านกันจบ คงจะหายไปกว่าครึ่งเลยทีเดียว
เอาล่ะ จั่วหัวไว้ยังไง ก็ต้องพูดถึงเรื่องนั้น
ความกระแดะนั้น มีหลายชนิดค่ะ
แต่ความกระแดะที่กำลังเป็นกระแสที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหูทุกวันนี้
เห็นจะเป็นความกระแดะทางการใช้ภาษา ที่นอกจากจะสื่อออกมาทางการพูดการจาแล้ว
ยังสื่อออกมาทางการเขียนได้อีกด้วย
รุชิป่ะ ว่านุ้งแนนหมายถึงอารายยยยยย งุงิ งุงิ แง๊วววว จูบู้ จูบู้
และนั่นคือความกระแดะที่ถูกเรียกกันใหม่ว่า แอ๊บแบ๊ว
ซึ่งเป็นความกระแดะที่มีทั้งคนที่ออกมาต่อต้าน
และคนที่เต็มใจยอมรับว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงของภาษา
เอ้า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ว่ากันไป
และนอกจากความกระแดะดังกล่าวแล้ว มีใครรู้บ้างว่า
ยังมีความกระแดะอีกอย่างหนึ่งค่ะที่คนเรามักจะมองข้าม
และเห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว
อาการกระแดะที่กำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ มีอาการแบบนี้ค่ะ
"ชั้นก้อรู้นะแนนว่าแกไม่ได้ซีเรียสกับเกรดวิชานี้
แต่อย่างน้อยแกก้อน่าจะคอนเซนเทรทกับมันบ้าง
ไม่ใช่จะอิกนอร์กับมันแบบนี้อะ แอ๊กทีฟบ้างก้อดีนะยะ
เพราะอย่างน้อยเกรดมันก้อโชว์ในทรานสคริปท์แหละ"
เอิ่ม.. ยูโนว์ วอทไอมีนใช่มั้ยคะ??
อาการแบบนี้ไม่ได้ระบาดเฉพาะในแวดวงของคนที่เรียนเอกภาษาอังกฤษ
หรือคนที่เรียนเมืองนอกเท่านั้นนะคะ
แต่มันแทรกอยู่ในทุกสังคมเลยทีเดียว ซึ่งความกระแดะดังกล่าวก้อมีระดับมากน้อยต่างกันไป
ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคนค่ะ..
เอาล่ะ.. ทีนี้มาดูขั้นของความกระแดะกัน
1. ขั้นปกติ ความกระแดะระดับปกตินี้มีให้เห็นทั่วไปค่ะ
อย่างในแวดวงของ exteen ก็จะมีการใช้ภาษาอังกฤษแทนภาษาไทย เพราะพยางค์น้อยกว่า
อย่างเช่น แสดงความคิดเห็น ก้อจะใช้คำว่า คอมเม้นท์ หรือเม้นท์
(ยืมเค้ามาใช้ยังไปกร่อนของเค้าได้อีกเนอะ)เป็นต้น
2. ขั้นเกินไปนิด อาการกระแดะระดับนี้ เป็นอาการที่ยังพอทนได้อยู่ค่ะ
สันนิษฐานว่า อาการกระแดะระดับนี้ เกิดจากความดัดจริตของผู้พูดเอง
และอีกกรณีหนึ่งคือความสับสนทางภาษาของผู้พูด (นึกภาษาอังกฤษได้ก่อนภาษาไทย)
เช่น
"แกก้อโน๊ตไว้สิแนน มันเป็นดีเทลที่เอาไปอะแด๊บเข้ากับงานของเราได้"
3. ขั้นโคม่า ความกระแดะขั้นนี้น่าเป็นห่วงมากค่ะ แสดงให้เห็นถึงความไร้ทักษะ
ในการแยกแยะระหว่างภาษาโคตรเหง้าของตัวเอง กับภาษาอังกฤษ
ซึ่งผู้พูดจะใช้ภาษาอังกฤษถึงครึ่งหนึ่งเลย
ปัญหาของบุคคลประเภทนี้ไม่ใช่แค่นึกภาษาอังกฤษได้ก่อนภาษาไทยเท่านั้นนะคะ
บางคนมันถึงขั้นนึกภาษาไทยไม่ออกเลยทีเดียว เช่น
"เฮ้ย กูแฮนด์อินการบ้านกูแล้วนะ แต่อาจารย์เค้าก้อ เอิ่ม..โน เรสปอนส์ว่ะ"
"ไปเข้าแคมป์นี้ดิแก แอคทิวิตี้ดีมากอะ มีข้อสอบวัดสกิลของเราด้วยว่าอยู่เลเวลไหน
แล้วเค้าจะมี เอิ่ม มี เค้าเรียกอะไรล่ะ เออ เซอร์ทิฟิเคทอะ ดีมากจริงๆ คอนเฟิร์มย่ะ"
สำหรับใครที่มีอาการกระแดะถึงขั้นนี้ และไม่รู้จะแก้ปัญหานี้ยังไง
แนะนำให้ไปเรียนภาษาไทยใหม่ตั้งแต่ ป.1 เลยค่ะ
4. ขั้นประสาทกลับ ประเภทนี้จะไม่พยายามนึกภาษาไทยเลย
แล้วยังสับสนในภาษาอังกฤษอีกด้วย ประเภทว่านึกภาษาไทยไม่ออก
แล้วยังนึกภาษาอังกฤษไม่ได้ หรืออาจจะนึกได้คลับคล้ายคลับคลา
สุดท้ายก็สื่อออกมาประเภทที่ว่า..
"กูว่าการท่องเที่ยวสมัยนี้มันออกแนว ดีมาน ซัพพอร์ต แล้วว่ะ"
"จบตรีมาได้ไงวะ ไม่มีอะไบเอเบิลในการทำงานเล้ย"
"อะไรวะ อะไบเอเบิล"
"เค้าเรียกอะไรล่ะ เออ..ใช่ๆ ความสามารถ"
"....."
"....."
"....."
"....."
"ก๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก"
ประเภทนี้ยังมีน้อยอยู่ แต่ถ้าใครถึงขั้นนี้ล่ะก็ แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ภาษาใบ้ดีที่สุดค่ะ
นั่นคือสี่ประเภทความกระแดะที่มีอิทธิพลจากภาษาต่างประเทศ
และถ้าอยากรู้ว่าคุณอยู่ในระดับไหน..
ลองเอาภาษาพูดที่คุณใช้ไปพูดกับรุ่นคุณปู่คุณย่าดูซักครั้ง
แล้วสังเกตหน้าตาของคนฟังดู
ถ้าผูกคิ้วเป็นโบว์ล่ะก็..
คุณกำลังเริ่มพูดคนละภาษากับบรรพบุรุษแล้วล่ะค่ะ
เอาล่ะ รู้จักขั้นของความกระแดะแล้ว.. ไปดูผลกระทบกัน
จริงๆ แล้วผลกระทบมันก็พอๆกับภาษาแอ๊บแบ๊ว
เพียงแต่ปัญหามันคนละประเด็นกัน
ภาษาแอ๊บแบ๊ว ทำให้วิธีการเขียนแบบเดิมๆ ผิดเพี้ยนไป
แต่ถ้าเอามาพูดแล้วยังไงก็ยังคงเป็นภาษาไทยอยู่
ส่วนภาษาลูกครึ่งอย่างที่ยกตัวอย่างไปนั้น
ถึงจะเขียนไม่ผิด แต่ภาษาพูดก็จะถูกปรับเป็นภาษาอื่นแทน
ตอนนี้ยังมองเห็นผลกระทบของมันได้ไม่ชัดเจนหรอกค่ะ
แต่นานวันเข้า.. เมื่อภาษาไทยของเราถูกใช้กันน้อยลง
เพราะใช้คำภาษาอังกฤษแทนกันมากขึ้น
สุดท้าย.. ภาษาไทยก็จะหายไปพร้อมกับกาลเวลา
เพราะฉะนั้น..
จะดีกว่ามั้ยคะ? ถ้าเราใช้คำภาษาอังกฤษกันเท่าที่จำเป็น
จะดีกว่ามั้ยคะ? ถ้าเราเลี่ยงใช้คำภาษาอังกฤษแทนคำที่ภาษาไทยก็มีให้ใช้อยู่แล้ว
เผื่อว่าวันข้างหน้า.. วันที่วัฒนธรรมชาติอื่นซึมซับเข้ามาทุกตารางนิ้วแล้ว
เราก็จะยังเหลือภาษาที่ยังคงเป็นของเราอยู่..
แม้มันจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยแล้วก็ตาม!!!
หรือคุณคิดว่ายังไง?
หมายเหตุ: เจ้าของบล๊อกได้ค้นพบขั้นที่ 5 แล้ว ทันทีที่มองกลับมาหาตัวเอง
อาการเป็นดังนี้... นอกจากนึกไทยไม่ออก นึกอังกฤษไม่ออกแล้ว
มันยังกล้าบัญญัติศัพท์ใหม่ขึ้นมาอีก เช่น
วันนี้เรียนหนักมากค่ะ โซ ซิกกะวิ้ว มากเลยจริงๆ
เอาล่ะ.. คราวนี้ใครจะมาเข้ากลุ่มเดียวกันบ้าง ขอมือหน่อย
มาสเตอร์แชมป์
เอ๊ะ!!!!!!!!!!!!!!!!!
