สวัสดีค่ะ.. กลับมาแล้ววววววววววววววววววววววววววววว
หลายๆคนคงจะเคยได้ยินเรื่องราวของการฝังคนทั้งเป็นมาบ้างแล้ว
แนนเองก้อเคยเขียนเรื่องนี้ไปแล้วครั้งหนึ่ง..
ว่าด้วยเรื่องของการฝังคนทั้งเป็นใต้ประตูเมือง
ใครติดตามอ่านบล๊อกแนนคงจะรู้แล้วว่า
เค้าใช้วิธีส่งราชบุรุษไปยืนเรียกชื่อใครบางคน
แล้วถ้าใครหันไปสบตานั่นแหละ คุณคือผู้ถูกเลือก
อ่านอย่างละเอียด คลิกที่นี่
วันนี้แนนจะมาพูดถึงการฝังคนทั้งเป็นเหมือนกันค่ะ
แต่ไม่ได้เอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่นะคะ
เพราะคราวที่แล้วเป็นการฝังคนทั้งเป็นเมื่อมีการสร้างประตูเมือง
แต่ที่จะพูดถึงต่อไปนี้..
เป็นกรณีของการฝังคนทั้งเป็นเมื่อมีการสร้างพระราชวัง ที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดิน
ซึ่ง.. โหดเหี้ยมกว่าการฝังคนทั้งเป็นใต้ประตูเมืองเยอะ
ที่ว่าโหดเหี้ยมกว่าในที่นี้
เพราะเหยื่อของการสร้างประตูเมืองนั้น สังเวยหลุมละชีวิต
แต่สำหรับการสร้างพระราชวัง..
หลุมหนึ่งนั้น ต้องสังเวยกันถึง 2 ชีวิตเลยทีเดียว
หนึ่ง คือ ชีวิตของคนที่กำลังจะเป็นแม่
และอีกหนึ่งชีวิต ก้อคือ ชีวิตที่ยังไม่ออกมาลืมตาดูโลก
ใช่แล้วล่ะค่ะ การสร้างพระราชวัง หรือที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินในสมัยก่อน
ต้องใช้ผู้หญิงท้องเท่านั้น ยิ่งท้องแก่แค่ไหนก้อยิ่งดีเลยทีเดียว
เพราะฉะนั้น เป็นความซวยของผู้หญิงท้องทั้งหลาย
ทีดันมาท้องเอาตอนที่จะมีการสร้างหรือซ่อมแซมพระราชฐาน
เพราะเชื่อกันว่า ผู้หญิงท้องเหล่านี้
เมื่อตายไปแล้วจะเฮี้ยน เป็นผีร้ายช่วยป้องกันพระราชฐาน
พระเจ้าแผ่นดินจะให้พวกทาสออกไปจับพวกผู้หญิงที่กำลังท้องทุกคนโดยไม่เลือกหน้า
เสร็จแล้วก้อจะเอาผู้หญิงท้องมาเฝ้าพระมเหสี
ระหว่างที่รอความตาย พระมเหสีก้อจะปฎิบัติกับพวกเธอเหมือนกับพวกเธอมาจากตระกูลสูง
จนถึงวันที่ต้องลงเสา.. ผู้หญิงท้องเหล่านี้ก้อจะถูกเหวี่ยงลงหลุม หงายท้องขึ้น
แล้วก้อ..
ปึงงงงงงงงงงง!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
โป๊ะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
ท้องแตก แหลกทั้งแม่และลูก
ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง มีการบูรณะประตูวัด ประตูบ้าน ประตูศาล
รวมทั้งหมด 17 ประตู โดยพระเจ้าแผ่นดินรับสั่งให้เอาหญิงท้องใส่เสาละ 2 คน
ซึ่งก้อต้องใช้หญิงท้องจำนวนมาก
ปรากฏว่ากว่าจะหาหญิงท้องมาครบจำนวน
หญิงท้องที่ถูกจับมาขังไว้ก่อนก้อคลอดลูกกันในวังไปแล้ว
ซึ่งถือว่าเป็นอุบาทว์ ไม่เป็นสิริมงคลอีก..
ออกญาสุโขทัยได้กราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า เทพยดาอารักษ์ไม่พอพระทัย
กับการที่จะเอาหญิงลงหลุมทุกเสา..
แต่เพื่อเอาใจผี ออกญาสุโขทัยจึงทูลขอให้ฝังหญิงท้องแค่ 4 คนพอ
แต่ตอนนั้นหญิงท้องถูกจับมาขังไว้เยอะแล้ว
ก่อนจะปล่อยไป พระเจ้าแผ่นดินทรงอ้างว่า
เทพยดาประทานชีวิตพวกเธอไว้ในพระหัตถ์พระเจ้าแผ่นดิน
พวกเธอควรจะต้องตาย แต่พระเจ้าแผ่นดินมีพระมหากรุณายิ่งกว่าเทพยดา
จึงปล่อยให้กลับบ้าน โดยก่อนกลับหญิงท้องเหล่านั้นจะถูกโกนหัว
แล้วสับศีรษะคนละ 2 แผล..
ก้อว่าไปได้เนอะ คนสมัยก่อน
จะว่าไปแล้วก้อโหดเหี้ยมกันจริงๆเลยนะคะ
ไม่น่าเชื่อว่าคนไทยผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา
ศาสนาซึ่งมีคำสอนว่าการฆ่าใครนั้นเป็นบาปหนา
แต่ก้อยังคงฆ่ากันได้เหมือนชีวิตคนเป็นผักปลาเพราะความเชื่อแปลกๆ
แม้แต่พระเจ้าแผ่นดิน ผู้ปกครองประเทศ
ก้อยังคงมีรับสั่งให้นำชีวิตราษฎรของตนเองมาสังเวยไม่จบไม่สิ้น
บางครั้งการเกิดในยุคปัจจุบันนี้.. เห็นจะดีที่สุดแล้วล่ะค่ะ
อย่างน้อยๆ ชีวิตของคนทุกคนก้อไม่ได้มีค่าเหมือนผักปลาเหมือนสมัยก่อน
คุณว่าจริงมั้ยคะ?
หมายเหตุ: ความเชื่อบางความเชื่อก้อมาครอบงำจิตใจคน
จนทำให้หลงลืมคำสอนของศาสนาของตัวเอง
บทความข้างต้น จึงไม่ได้กล่าวว่านี่เป็นความเชื่อของศาสนาพุทธแต่อย่างใด
เป็นอันเข้าใจตรงกันอย่างนี้นะคะ
* ข้อมูลส่วนหลัง (เหตุการณ์ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง)
อ้างอิงจากเอกสารของ เยเรเมียส ฟาน ฟลีส ผู้จัดการสถานีการค้า VOC
ประจำกรุงศรีอยุธยา ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
...ซะงั้น)
