2007/Nov/19

หลายๆคนคงเคยได้ยินคำว่า "แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์" กันมาจนชินหู
ทั้งสองวัดนี้.. มักจะได้ยินพร้อมๆกันเสมอ..
เพราะครั้งหนึ่งมันเคยเป็นอย่างนั้น
และมันก้อคือ นรกจำลองดีๆ นี่เองค่ะ

โดยเฉพาะเรื่องของวัดสระเกศ ที่แต่ก่อนเป็นศูนย์รวมของแร้งนับพัน
อันเนื่องมาจากโรคห่าระบาดเมืองในช่วงรัชกาลที่ 2 นั่นเอง
สถิติคนตายตอนนั้นก้อไม่มากไม่มายเท่าไหร่หรอกค่ะ..
ตายไปสามหมื่นคนภายใน 15 วันเท่านั้น เท่านั้นจริงๆ

กรุงเทพตอนนั้น.. กลายเป็นเมืองแห่งคนตายเลยล่ะค่ะ
เพราะคนที่มีชีวิตอยู่ เห็นจะน้อยกว่าศพที่กองระเนระนาดไปทุกตารางนิ้ว
แม้แต่แม่น้ำลำคลองก้อยังเต็มไปด้วยซากศพ จนใช้อาบใช้กินไม่ได้เลยทีเดียว

คนตายกันไม่รู้วันละกี่พัน จะจัดพิธีทำศพก้อไม่ทัน
จะเผาก้อไม่ทัน จะฝังก้อไม่ทันอีก..

ไม่มีวิธีการไหนจะจัดการกับศพเหล่านั้นได้

สุดท้าย.. ต้องขุดหลุมแล้วเอาศพมากองรวมกันไว้ที่นี่..วัดสระเกศ

 

นอกจากสมัยรัชกาลที่ 2 แล้วโรคห่าก้อระบาดกันทุกรัชกาลเลยนะคะ
เค้าก้อจะเอามากองรวมกันที่วัดสระเกศ..
ฝูงแร้งก้อจะมารวมกันอยู่ที่นี่ เยอะขึ้น เยอะขึ้น อิ่มหนำสำราญมากมาย
จำนวนคนตายมันมากจนฝูงแร้งมีกินกันได้ทั้งชีวิตเลยทีเดียว

นอกจากศพคนตายด้วยโรคห่าแล้ว
ก้อยังมีศพที่ไม่ได้มาจากโรคห่าด้วยนะคะ
อย่างสมัยรัชกาลที่ 5 เนี่ย..
ทางคุกจะเอาศพนักโทษที่แก่ตายมาทิ้งไว้ที่นี่
ศพนักโทษประหารก้อด้วย..
ถ้าไม่ขุดหลุมกลบ เค้าก้อจะแบกศพมาทั้งๆที่ไม่มีหัวน่ะแหละ
และยังมีศพไร้ญาติอีก เอามาทิ้งไว้ที่นี่เหมือนกันค่ะ

ส่วนสภาพศพที่โดนแร้งจิกก้อจักเป็นเยี่ยงนี้

 

แล้วทำไมต้องเป็นวัดสระเกศ?

ต้องบอกก่อนว่าสมัยก่อนเค้าห้ามเผาศพกันในเมืองค่ะ
ใครตายก้อต้องนู่นเลย.. นอกกำแพงเมืองนู่น
แล้วประตูเมืองที่เค้าอนุญาตให้เอาศพผ่านก้อมีประตูเดียว
ที่เรียกว่า ประตูผีนั่นแหละค่ะ
ทีนี้วัดสระเกศก้ออยู่ใกล้กับประตูผีนั่นพอดี
ผ่านประตูเมืองมาก้อเจอกับวัดสระเกศเป็นวัดแรก..
ก้อเลยต้องเอาศพมาทิ้งที่นี่.. เพราะสะดวกดี

ก้อเพราะมันเป็นอย่างนี้..
เวลาพูดถึงแร้ง เลยทำให้นึกไปถึงวัดอื่นไม่ได้
นอกจาก.. วัดสระเกศ

(ปัจจุบันแร้งย้ายถิ่นไปกระจายกันอยู่ชนบทแล้ว เพราะความเจริญของกรุงเทพนั่นเอง)

สวัสดีค่ะ..

 

 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ขอบคุณความรู้ดีๆ ค่ะ big smile

ทีนี้รู้แระ ว่าทำไมต้องเป็นแร้ง วัดสระเกศ

แล้วเปรตวัดสุทัศน์ล่ะคะ ?? มีความเป็นมาว่าไงอ่ะ embarrassed
#1  by  ~ :: SuPer M i l K y :: ~ At 2007-11-19 15:20, 
ถ้ายังมีแร้งบินไปบินมาอยู่ละก็ คงน่ากลัวพิลึก

เอ๊ะ หรือจะเอาไปทำนกผัดเผ็ดกันหมด ตัวใหญ่ดีด้วยsad smile
#2  by  Chocolate Emotion At 2007-11-19 15:22, 
น่ากลัวดีเนอะ sad smile
#3  by  ^_poomapooma_^ At 2007-11-19 15:23, 
โหว๋ววว น่ากลัวเนอะ
#4  by  แมงปอ At 2007-11-19 15:25, 
Hot! รีบเขียนตอนต่อไปไวๆ นะ ครับ ตื่นเต้นๆ
#5  by  riddler At 2007-11-19 15:28, 
มันเป็นอย่างนี้นี่้เอง

ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ

big smile
#6  by  Maxtrix™ At 2007-11-19 15:32, 
.. อ่านเอ็นทรีนี้ ได้รู้ถึงที่ไปที่มาของคำสองคำ คำแรก คือคำว่า ตาย(ห่า)ที่มักใช้อุทาน เวลาเกิดเรื่องใหญ่ๆกับตัว อีกคำหนึ่งก็คือ แร้งคอย .. ดูจากรูปล่างสุด มาคอยกันเพียบเลย ..

.. เดี๋ยวนี้หาดูยากแล้วครับ สำหรับนกแร้ง ..
.. สงสัยสำลักควันรถ เลิกคอยไปซะแล้ว ..
#7  by  Lamparm At 2007-11-19 15:33, 
ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยค่ะ แร้งวัดสระเกศ แต่เป็นความรู้ดีจัง big smile
#8  by  Orm & Hai At 2007-11-19 15:38, 
เกิดมายังไม่เคยเห็น แร้ง เลยแฮะ

แต่อาจจะดีแล้วก็ได้ 555
#9  by  GroovyBee At 2007-11-19 15:38, 
เพิ่งจารู้นะนี่big smile

แล้วตอนนั้นคนเค้าอยู่กันไงเนี่ย ตายกันเยอะขนาดนั้น จะอยู่ในเมืองกันได้อีกหรอsad smile
#10  by  หมูทอดซามะ At 2007-11-19 15:40, 
ความรู้ปนความสยองมาอีกแล้ว คึคึ
ยังรออ่านตอนหน้าด้วยใจจดจ่อฮับ
#11  by  rasia ปลาทองนอกอ่าง At 2007-11-19 15:55, 
ความรู้ใหม่ปนความสยองเล็กน้อย big smile

#12  by  ::..BeinG..*3*..BloG..:: At 2007-11-19 15:58, 
เคยอ่านมาแล้วก็ลืม มาอ่านวันนี้เหมือนได้ทบทวนความทรงจำครับ รออ่านเรื่องหน้านะครับ
#13  by  เจ้าชายน้อย At 2007-11-19 15:59, 
good idea อิอิ
#14  by  รีคอนดำ At 2007-11-19 16:09, 
ง่ะ เห็นรูปกินหนมไม่ลงเยยยยย
ว่าแต่ ช็อกโกแลตน่ากินดีนะ
#15  by  :: ipup :: At 2007-11-19 16:12, 
sad smile น่ากลัว กำลังเคี้ยวเวเฟอร์อยู่พอดี ... แร้งวัดสระเกศ ก๊าบ ก๊าบ sad smile
#16  by  ire_u At 2007-11-19 16:17, 
ชอบอ่านบล็อคนี้มากๆเลยค่ะ
อ่านแล้วได้ความรู้ดี
ได้รู้เรื่องของเมืองไทยสมัยก่อนเยอะเลย

Hot!
#17  by  Cheshire_XxX At 2007-11-19 16:39, 
อ่า . . . ตายไปแล้วร่างกายยังให้ทานแก่สัตว์
ช่างดีเสียนี่กระไร . .
แต่ออกแนวสยอง ๆ นิดนึงนะคะ
sad smile
#18  by  ``Fein ` ๏_๏ ่':๏๏๏๏๛ At 2007-11-19 16:53, 
เราก็ได้ยินนะคะ แต่ไม่เคยได้สนใจไปศึกษาประวัติศาสตร์เรื่องนี้มาก่อน
ขอบคุณค่ะที่หามาเล่าสู่กันฟัง ดีมากๆเลย เดี๋ยวมาตามอ่านต่อไปเรื่อยๆค่ะ
#19  by  Little Little At 2007-11-19 16:56, 
เดี๋ยวนี้แร้งไม่มีให้เห็นแล้ว คงไม่มีซากให้จิกแทะ
ที่ทิเบต เค้ามีพิธีฝังฟ้า แล่เนื้อศพออกเป็นชิ้นๆ โยนให้แร้งกินล่ะ นับว่าตายแล้วยังมีประโยชน์ต่อสัตว์อื่น

รออ่านเรื่องเปรตจ้ะ
บอกด้วยนะทำไมคนด่ากันชอบเรียก ไอ้เปรต
#20  by  จั่นเจา At 2007-11-19 17:30, 
โรคห่า เกิดจากจุลินทรีย์ที่ชื่อ Vibrio cholerae สมัยก่อนการสาธารณสุขยังไม่เจริญ เลยติดเชื้อได้ง่าย เพราะไปกับสัตว์นำโรคเช่น แมลงวัน ซึ่งมันก็แพร่เชื้อจากซากศพ ซากปฏิกูลนั่นแหละ
ต่อมามนุษย์รู้จักกับยาปฏิชีวนะ เจ้าเชื้อตัวนี้เลยเดี้ยงยาว ส่วนการรักษาจะใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่ม tetracyclin จ๊ะ
#21  by  palermos At 2007-11-19 18:21, 
อันที่จริง มันต้องมี ยักษ์วัดแจ้ง นำมาก่อนด้วยมิใช่เหรอครับ big smile


กลายเป็น "ยักษ์วัดแจ้ง แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์" surprised smile
#22  by  Zairen_Bibliophobia At 2007-11-19 19:25, 
น่ากลัวนะ แล้วพระเณรในวัดจะไ่ม่กลัวเหรอ มีศพคนมาทิ้งบ่อย เยอะด้วย

ถ้าสมัยนี้มีคงไม่ไหว sad smile Hot!
แร้งคงอิ่มมากมายยย~
จะว่าไปแล้ว เรื่องแร้งเนี่ย ก็เคยได้ยินมานะ..
แบบว่า แม่เล่าให้ฟัง ก็ทำนองนี้ล่ะค่ะ
แต่แม่เล่าไม่ค่อยละเอียด
แม่บอกว่าไม่อาบน้ำพาไปทิ้งวัดสุทัศน์ ฮา~
เลยต้องอาบน้ำค่ะ กลัวแร้งง Hot!
#24  by  'ติสท์จิตหลุด At 2007-11-19 20:52, 
ผมว่าวัดสระเกศช่วงนั้นไม่น่าจะมีพระจำวัดนะครับ ไม่งั้นคงตาย(ด้วย)ห่ากันหมด เพราะขนและมูลแร้งน่าจะนำเชื้อได้ดีทีเดียว

ว่าแต่ว่า ทำไมคุณแนนนำเสนอเรื่องไทยเดิมๆ ล่ะครับเนี่ย หรือว่าเป็นสาววัง?

วันนี้เอนทรี่แร้งๆ วันหน้าจะเป็นเอนทรี่...ๆ ฮ๋าๆ
#25  by  PastelSalad At 2007-11-19 21:45, 
งี้นี่เอง..
น้องแนนเอาภาพมาจากไหนเหรอคะ
ใครน้า ช่างถ่ายภาพไว้ได้
สมัยนั้น กล้องน่าจะตัวเบ้อเริ้ม
กดชัตเตอร์ก็ต้องรอนานมาก ยังอุตส่าห์ถ่ายรูปไว้ให้พวกเราได้ดูกัน
#26  by  p-i-e At 2007-11-19 22:18, 
อ่อ เป็นอย่างนี้นี่เอง

น่ากลัวจังเลย..
#27  by  EternaL At 2007-11-19 22:20, 
น่ากลัวจัง บางทีอดีตก็ไม่สวยงามไปกว่าปัจจุบันเลยเนอะ เป็นอย่างทุกวันนี้ดีกว่าอีกsad smile
สุดยอด..ต้องขอปรบมือให้น้องแนนเลยนะเนี่ย...
ขนาดผมเคยบวชเณรที่วัดสระเกศยังไม่รู้ลึกขนาดนี้เลย...

ปัจจุบันก็ยังเป็นศิษย์วัดสระเกศอยู่ เดินเข้าเดินออกประจำ บางทีค่ำๆมืดๆ... ไม่น่ากลัวหรอกครับ สำหรับใครที่อ่านเรื่องนี้แล้วอาจนึกไปไกล...

..รออ่านเรื่องเปรตวัดสุทัศน์อยู่น้า.. big smile
อ่ะ เอาดาวไปหนึ่งดวง -> Hot!
#29  by  incomplete-life At 2007-11-19 22:43, 
สุดยอดค่ะ ขออนุญาตแอดไว้นะคะ..ชอบมากๆ..กับเรื่องราวแปลกๆ แบบนี้
#30  by  t.tong (125.25.71.227) At 2007-11-19 23:34, 
อืมม เข้าท่าๆ big smile
#31  by  Beluga At 2007-11-19 23:53, 
Blog น่ารักน่ากินมากเลยค่ะ
คนชอบกินขนมน้ำลายหา เหอะๆ
ขนาดเป็นรูปขาวดำยังดูสยองขนาดนี้เลยsad smile
#32  by  @ Melon-Garden @ At 2007-11-20 00:36, 
มารออ่านเรื่องเปรตวัดสุทัศน์ คะbig smile
#33  by  หนูกระปุกตั้งฉ่าย At 2007-11-20 10:02, 
เปลี่ยนจาก "แนนซี่อดีตแห่งสยาม" เป็น "แนนซี่สัญญาลักษณ์แห่งความซาดิส" ไปแล้ววว question
#34  by   At 2007-11-20 12:19, 
ขอบคุณสำหรับความรู้ดี ๆ ครับ
#35  by  หุ่นดีกันเถอะ At 2007-11-20 18:29, 
ขยันดีนะครับ
มีภาพประกอบมาให้ดูด้วย ดีจริงๆbig smile
#36  by  Life Goes On At 2007-11-20 22:34, 
เคยได้ยินประวัติวัดนี้มาเหมือนกันค่ะ

แต่ว่าสมัยนี้อย่าว่าแต่แร้งเลยค่ะ

นกกา นกกระจอก นกกระจิบ

พิมพ์ค่อยได้เห็นเลยนะค่ะbig smile
#37  by  ~pimmas~ At 2007-11-21 12:14, 
ขอบคุณสำหรับความรู้นะคะ Hot! big smile

รออ่านเรื่องต่อไปค่ะ
#38  by  ~ N ~ At 2007-11-21 18:02, 
เป็นเรื่องที่เคยได้ยินมานานแล้ว แล้วก็คืนให้่กับคนเล่าไปนานแล้วเหมือนกันquestion
รอติดตามภาค2confused smile
#39  by  worapoj@~@ At 2007-11-21 22:58, 
sad smile
#40  by  วิศวะ[กะ]โปลิศ At 2007-11-22 00:01, 
นี่ละที่เค้า เรียกว่า
สยองขวัญของจริง
รูปที่เสียบหัวปรจาน
โหด เป็นบ้าเลย
#41  by  freedom_line At 2007-11-22 09:49, 
สมัยก่อนนี่น่ากลัวดีนะครับ
ตายหมื่นกว่า ดูไม่จืดแน่ๆ
#42  by  โก๋สิจ๊ะ At 2007-11-22 22:26, 
ขอบคุญสำหรับความรู้นะแล้วจะรออ่ายเปรตวัดสุทัศน์นะ double wink open-mounthed smile
#43  by  แม็ค (203.130.159.4) At 2008-06-21 19:27, 

<< Home