ว่าด้วยเรื่องราวของการแต่งกายในสมัยก่อน
จริงๆ แล้วแต่ก่อนนั้นใครจะแต่งตัวยังไง ก็ไม่มีใครห้าม
หญิงชายสมัยก่อนก็เลยค่อนข้างจะ Free Style ค่ะ
ผู้ชายจะนุ่งผ้าหยักรั้ง หรือโสร่ง ก็ว่ากันไป
แต่ 99% นั้นไม่นิยมสวมเสื้อ ไม่ว่าจะนอกบ้านหรือในบ้านก็ตาม
ส่วนผู้หญิง.. ก็เช่นเดียวกันแหละค่ะ
ถ้าไม่ใส่ผ้าคาดอก หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ปกปิดส่วนบน
ก็จะไม่ใส่อะไรเลย.. แบบนี้
แต่ก็ยกเว้นก้อพวกสาวๆ วัยรุ่น ที่ยังไม่มีครอบครัวนะคะ
เพราะถ้าไม่ใส่อะไรส่วนบน ดูจะเปิดเผยกับหนุ่มๆไป
เดี๋ยวจะไม่มีอะไรให้ค้นหาซะฉิบ
เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมเปลือยกายท่อนบนนี่
ก็ป๊อปในหมู่ชายสยามทุกคน และหญิงสยามที่มีครอบครัวแล้วเท่านั้น
แต่ก็ยังสาวๆอยู่นะคะนั่น..
คิดดูสมัยก่อนเค้ามีครอบครัวกันตอนอายุกี่ปีเอง
ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่าเมืองไทยเป็นเมืองร้อนไงคะ
ถ้าสวมเสื้อก็จะทำให้ร้อนขึ้นไปอีก ก็เลยไม่นิยมสวมเสื้อกัน
แต่พออารยธรรมของฝรั่งมังค่าเข้ามาในสยาม ร.4 จึงทรงโปรดให้สวมเสื้อเข้าเฝ้า
และครั้งนั้นแหละ เป็นการปฏิวัติการแต่งกายครั้งยิ่งใหญ่เลยทีเดียว
พอมาถึงสมัย ร.5 พระองค์ทรงออกกฎเลยว่า
ไม่ใช่แค่จะใส่เสื้อเวลาเข้าเฝ้าอย่างเดียว
แต่รวมถึงเวลาที่ชาวสยามออกไปนอกบ้านด้วยค่ะ
วันนี้แนนแอบอิงประกาศฉบับนั้นมาด้วย.. มันมีใจความเป็นต้นว่าอย่างนี้..
"คำว่าแต่งกายไม่สมควรในที่นี้ คือผู้ใหญ่ทั้งชายแลหญิงสรวมแต่เสื้อชั้นใน
ฤๅไม่ได้สรวมเสื้อเลย สุดแต่ไม่มีเสื้อที่ควรเป็นเสื้อชั้นนอกได้อย่าง ๑
นุ่งกางเกงขาสั้นเหนือเข่าขึ้นมา ฤๅนุ่งโสร่งเป็นต้นอย่าง ๑
สรวมรองเท้าไม่มีถุงเท้า ฤๅสลิปเปอเปนต้นอย่าง ๑"
ซึ่งถ้าใครไม่ปฏิบัติตามล่ะก็.. โดนปรับไม่เกินคราวละ 10 บาทเลยทีเดียว
ส่วนเด็กอายุ 15 ปีลงมา ผู้ปกครองต้องรับโทษแทน
10 บาทสมัยนั้นนี่ไม่ใช่ขี้ๆเลยนะคะ
คิดดูว่าตอนนั้นข้าวสารถังละ 3 บาทแล้วล่ะ
พอออกประกาศเสร็จแล้ว ก็ถือว่าเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่เคร่งครัดกันมาก
มาจนถึงทุกวันนี้..
ว่าด้วยเรื่องของแฟชั่น.. เค้าบอกว่ามันวนไปวนมาไม่ว่าจะรุ่นไหนๆ
อย่างเกาะอกมันมีมาเนิ่นนาน ยังมาบูมได้ในสมัยนี้เลย..
แล้วเรื่องเปลือยอกล่ะ?? ว่าไปนู่นแล้ว 555
เอ้าแต่ก็ไม่แน่นะ โลกร้อนขึ้นแบบนี้
ใครสนใจจะนำแฟชั่นแบบเดิมๆมั่ง
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
